จากบิ๊กทีมสู่ทีมบิ๊กแฟน “โค้ชอู๊ด”สระราวุฒิ ตรีพันธ์

แม้จะไม่ใช่กุนซือบิ๊กเนม แต่เมื่อไม่นานมานี้ชื่อของ “โค้ชอู๊ด”สระราวุฒิ ตรีพันธ์ ก็ถูกพูดถึงในวงกว้างจากแฟนฟุตบอลไทย เมื่อได้มีโอกาสคุมทีมใหญ่ อย่าง การท่าเรือ เอฟซี

อย่างไรก็ดี แม้จะทำผลงานได้ดีเป็นช่วง ๆ แต่สุดท้าย “โค้ชอู๊ด”ก็จำต้องลาจากการท่าเรือ เมื่อผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และตัดสินใจแยกย้ายกันไป

“ตอนคุมท่าเรือ มันเป็นเหมือนความฝันของผม ผมอยากคุมทีมใหญ่ แม้มันจะกดดัน แต่เราถือว่าเป็นความท้าทาย ต้องยอมรับสถานการณ์กดดนให้ได้ ผมถือคติเราต้องแพลนทุกอย่างสำหรับวันนี้เพื่อให้พรุ่งนี้มันออกมาดีที่สุด”

จากบิ๊กทีมสู่ทีมบิ๊กแฟน “โค้ชอู๊ด”สระราวุฒิ ตรีพันธ์

“โค้ชอู๊ด”เปิดใจว่า การคุมทีมใหญ่อย่างท่าเรือ เมื่อผลงานไม่เป็นไปตามเป้าก็เกิดความรู้สึกเครียด เพราะประธานสโมสรอย่างคุณนวลพรรณ ล่ำซำก็ตั้งใจจริง ทุ่มทุกอย่างเพื่อให้แฟนท่าเรือมีความสุข แต่สุดท้ายตนไม่สามารถทำผลงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย และไม่สามารถทำให้แฟนท่าเรือแฮปปี้ได้

“มันมีหลายๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำทีม ผู้เล่นบาดเจ็บ มีเรื่องโควิดที่เล่นงานหนักกับนักเตะในทีม บางคนก็มีปัญหาเรื่องสัญญาจะหมด ทุกอย่างประเดประดังเข้ามา จนในที่สุดเราก็ต้องยอมรับว่าเราแก้ปัญหานั้นไม่ได้ ทำให้ผลงานไม่เป็นไปตามเป้า”

จากบิ๊กทีมสู่ทีมบิ๊กแฟน “โค้ชอู๊ด”สระราวุฒิ ตรีพันธ์

“แต่ถ้าถามผม ผมยังคาใจในตัวผมอยู่ ทำไมเราถึงทำมันไม่สำเร็จ เมื่อโอกาสมาแล้ว ก็ได้แต่บอกตัวเองว่าถ้ามีโอกาสอีก เราจะเอาอดีตมาเป็นบทเรียนให้กับตัวเรา”

กุนซือเลือดสะตอ ว่างงานอยู่ไม่นานก็ได้รับคำเชิญจากผู้บริหารสโมสร สงขลา เอฟซี ซึ่งถือเป็นทีมที่มีฐานแฟนบอลมากมายและเคยสร้างประวัติศาสตร์มีแฟนบอลเข้าชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ลีกไทยมาแล้ว เมื่อครั้งเปิดบ้านรับ บุรีรัมย์ เอฟซี ในดิวิชั่น 1

“ทางผู้บริหารติดต่อผ่านเอเย่นต์และทาง “โค้ชวัง”ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล มา และให้ตั๋วเครื่องบินผมบินลงไปดูและพูดคุยกัน เมื่อเห็นสนาม, ออฟฟิศ, สนามซ้อม แล้ว ผมประทับใจมาก และมองว่า สงขลา เอฟซี ไม่ควรอยู่ในไทยลีก 3 เพราะทุกอย่างมันพร้อมหมด ผมใช้เวลาตัดสินใจไม่นานก็ตอบตกลงที่จะคุมทีม”

จากบิ๊กทีมสู่ทีมบิ๊กแฟน “โค้ชอู๊ด”สระราวุฒิ ตรีพันธ์

สัญญาของ “โค้ชอู๊ด”กับสงขลา เอฟซี มีระยะเวลา 1 ปีบวกออฟชั่นต่ออีก 1 ปี ซึ่งเจ้าตัวก็ประกาศเสียงดังฟังชัดว่า จะนำสงขลาขึ้นชั้นสู่ไทยลีก 2 ให้ได้ภายในปีเดียวตามนโยบายของผู้บริหาร

“ผมผ่านการทำงานกับทีมใหญ่อย่างเมืองทอง และท่าเรือมาแล้ว ความกดดันมันไม่มีแล้ว แต่เราต้องทำการบ้านให้หนัก ผมดูเทปการเล่นของสงขลาแล้ว เรามีหลายอย่างที่ต้องปรับ โดยเฉพาะเรื่องของความฟิต เราต้องวิงให้ได้ตลอด 90 นาที โดยที่ไม่มีตะคริวขึ้นระหว่างเกมเหมือนที่ผ่านมา”

นั่นจึงเป็นที่มาของการทำงานร่วมกับทีมฟิตเนส ที่ส่งแบบฝึกให้กับนักเตะก่อนถึงช่วงปรีซีซั่น โดยปีนี้ทีมสงขลามีการปรับเปลี่ยนไปพอสมควรในส่วนของนักเตะ

ตัวเก่าอย่างอภิภู สุนทรพนาเวศ ยังคงอยู่ เสริมด้วยนักเตะใหม่อย่าง ดักกลาส โคโบ, ยุทธพงษ์​ ศรีละคร, อดิศักดิ์ กานู เพื่อมาประสานกับพลังหนุ่มที่จะก้าวขึ้นมา

“เราเอาตัวเก๋ามีประสบการณ์เพื่อมาคอยกระตุ้นและควบคุมน้อง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของอารมณ์ในเกม เด็กเก่าชุดนี้หลายคนมีดีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการรุ่นพี่มาช่วยประคองในยามที่ฟุตบอลมันไม่เป็นใจ”

จากบิ๊กทีมสู่ทีมบิ๊กแฟน “โค้ชอู๊ด”สระราวุฒิ ตรีพันธ์

ขณะเดียวกันสไตล์การเล่นของ สงขลา ยุค “โค้ชอู๊ด”จะยืดหยุ่นได้ 2 สไตล์ โดยเล่นบอลกับพื้นก็ได้ ขณะเดียวกันสามารถเปลี่ยนเป็นบอลยาวแบบไดเร็กต์ กรณีที่พื้นสนามไม่เป็นใจก็ได้

“บอลใต้จะมีปัญหาเรื่องฝนแปด แดดสี่ เพราะฉะนั้นสภาพสนามจะไม่ได้ดีทุกสนาม ถ้าเล่นสนามดีเราก็พร้อมที่จะเล่นแบบต่อบอล แต่ถ้าสนามไม่ดี สไตล์ก็จะปรับเปลี่ยนไป สงขลาในยุคของผมจะต้องเป็นบอลที่เล่นสนุกด้วยและมีผลงานที่ดีด้วย บอลถ้วยเราจะใช้เป็นเวทีในการสร้างประสบการณ์ให้เด็ก เพื่อจะก้าวมาเป็นกำลังสำคัญในบอลลีก และผมต้องพาสงขลาเลื่อนชั้นให้ได้ภายในปีนี้ ก็ลองดูว่าจะทำได้ไหม”

เป็นก้าวย่างที่น่าสนใจของ “โค้ชอู๊ด”จากการคุมบิ๊กทีมอย่างท่าเรือ มาคุมทีมที่มีบิ๊กแฟนอย่างสงขลา ถ้าทำได้ก็ได้เกิดอีกคำรบแน่นอน

จากบิ๊กทีมสู่ทีมบิ๊กแฟน “โค้ชอู๊ด”สระราวุฒิ ตรีพันธ์